ลดความร้อน CPU แบบง่ายๆ ด้วยการปิด Turbo Boost

ด้วยความที่เมืองไทยเป็นเมืองร้อนคนที่ใช้งานโน้ตบุ๊คบ่อยครั้งที่สามารถรู้สึกได้ว่าซีพียูจะมีความร้อนอยู่พอสมควรหรือบางครั้งความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นถึงขั้นทำให้ตัวเครื่องโน้ตบุ๊คดับกันได้เลย สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากข้อจำกัดเกี่ยวกับเรื่องของระบบการระบายความร้อนของตัวโน้ตบุ๊คเอง ซึ่งการหาวิธีแก้ไขเรื่องราวตรงนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถและทุกคนก็นำเอาวิธีการนี้ไปใช้งานได้จริงโดยที่ไม่ต้องทำการชำแหละเครื่องโน้ตบุ๊คออกมาให้วุ่นวายด้วย วิธีการที่ว่านี้ก็คือการปิด Turbo Boost ของตัวซีพียูโน้ตบุ๊คเท่านั้นเอง

วิธีลดความร้อนซีพียูอย่าง่ายด้วยการปิด Turbo Boost

การปิด Turbo Boost ก็คือการปิดเพื่อไม่ให้ CPU Boost ทำความเร็วมากไปกว่าการทำความเร็วสูงสุดของซีพียูปกติ โดยต้องทำการเข้าไปปิดใน Bios ของตัวโน้ตบุ๊คแต่จริงๆ แล้วยังมีขั้นตอนการปิดที่ง่ายกว่านั้นเยอะก็คือการไปตั้งค่าประสิทธิภาพสูงสุดของซีพียูให้ต่ำกว่า 100% แล้วซีพียูจะทำการ Boost ก็ต่อเมื่อสามารถวิ่งได้เต็ม 100% เท่านั้น ซึ่งถ้าหากว่าเราตั้งค่าเพื่อไม่ให้ซีพียูทำงานได้อย่างเต็มที่ 100% Turbo Boost ก็จะไม่ทำงาน แต่หลายคนก็อาจยังมีข้อสงสัยว่าแล้วการปิด Turbo Boost จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานโน้ตบุ๊คหรือไม่ เดี๋ยวจะมีการแสดงผลให้ได้รับรู้เพียงแต่ลองมาดูขั้นตอนการปรับก่อนว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

  1. คลิกขวาไอคอนรูปแบตเตอรี่แล้วเลือก Power Option
  2. เลือก Power Profile ที่กำลังใช้งานแล้วกด Change Plan แล้วไปที่ Change advance power setting
  3. ตัวหน้าต่าง Power Option ที่เปิดขึ้นมาให้เลื่อนไปตรงแถบที่ชื่อ Processor Power Management ปรับตรง Maximum Processor state ทำการแก้ตัวเลขให้ต่ำกว่า 100% จากนั้นกด Apply เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว

จากนั้นลองมาดูความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิและประสิทธิภาพของซีพียูตอนที่เปิดกับปิด Turbo Boost สามารถทดสอบง่ายๆ กับการเปิดฉากเดียวกันในเกม Witcher 3 เครื่องที่ทำการทดสอบใช้ CPU i7-4720HQ ความเร็วปกติสูงสุด 2.6 Ghz ความเร็วตอน Boost 3.6 Ghz ทำการรันเกม Witcher 3 ที่กราฟิกระดับ Medium สำหรับซีพียูที่เปิด Turbo Boost เอาไว้ อุณหภูมิ 80 องศา ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเกมดังกล่าวใช้ซีพียูไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ ทำให้ CPU Boost เกินความจำเป็นและเกิดความร้อนมากขึ้นเกินจริง แล้วพอทำการปิด Turbo Boost แล้ว อุณหภูมิลดลงถึง 10 องศา แถมไม่มีผลกระทบต่อเฟรมเรท เปอร์เซ็นต์การใช้งานซีพียูก็มีสัดสวนขึ้นมาเล็กน้อยเพราะประสิทธิภาพสูงสุดลดลงแต่ก็ยังถือว่ามีประสิทธิภาพเหลือหลายกับการใช้งาน ซึ่งเห็นผลได้ชัดเจนว่ามันดีกว่าหลายเท่าตัวแถมยังช่วยให้โน้ตบุ๊คใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมด้วย

[Computer Tips] มัลแวร์ CopyCat คืออะไร

บ่อยครั้งที่เรื่องของเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมาได้เหมือนกันหากว่าคนที่คิดทำอยู่นั้นต้องการสร้างรายได้แบบผิดด้วยการเอาเงินจากคนอื่นแบบไม่ถูกต้องตามสิ่งที่ควรจะเป็นการสร้างมัลแวร์อย่าง CopyCat เป็นอีกสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด CopyCat มัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่ตอนนี้ได้แพร่กระจายไปยังผู้ที่ใช้งานในระบบแอนดรอยด์ทั่วโลกแล้วถึง 14 ล้านเครื่อง นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าน่าจะได้เงินจากการโจรกรรมข้อมูลของผู้ที่ใช้งานไปกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์

รู้จักกับมัลแวร์ CopyCat

มัลแวร์ CopyCat เป็นมัลแวร์ตัวล่าสุดที่ตอนนี้กำลังแพร่กระจายไปยังผู้ที่ใช้งานในระบบแอนดรอยด์ทั่วโลก โดยคาดว่าเวลาน่าจะมีผู้ที่โดนมัลแวร์ตัวนี้เล่นงานไปแล้วกว่า 14 ล้านเครื่อง เป็นมัลแวร์ที่แพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว เครื่องแอนดรอยด์ที่โดนทั้งหมดเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่น 5.0 หรืเก่าไปกว่านั้น ซึ่งผู้ที่โดนมัลแวร์ตัวนี้เล่นส่วนมากเป็นคนในแถบเอเชียกับสหรัฐฯ ที่มีการดาวน์โหลดแอพฯ มาจากร้านที่ขายแอพฯ ที่สาม เป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาจาก Google ตัวมัลแวร์ CopyCat จะทำการแฝงมากับแอพฯ ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบเหล่านี้ เมื่อเข้ามายังเครื่องได้ก็จะไปทำการปิดระบบความปลอดภัยบนเว็บเบราเซอร์และตัวแอพฯ เวอร์ชั่นเก่าๆ ที่ไม่ได้มีการอัพเดท ก่อนจะอาศัยช่องทางดังกล่าวเพื่อทำการเงินโดยการแฮกระบบการโอนเงินของเจ้าของแบนเนอร์โฆษณาที่อยู่ในแอพฯ หรือตัวเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อให้เข้ามาที่บัญชีส่วนตัวของแฮกเกอร์นั่นส่งผลให้ผู้พัฒนาแอพฯ หรือเอเจนซี่โฆษณาไม่ได้รับค่าตอบแทนครบถ้วนตามที่ตกลงกันเอาไว้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Checkpoint ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ก็ได้มีการระบุว่า CopyCat จะชอบแฝงตัวมากับแอพฯ ที่คนใช้งานส่วนมากมองว่าแอพฯ เหล่านี้คือแอพฯ ยอดนิดยม แต่ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดผ่าน Google Play เหมือนแอพฯ อื่นๆ ว่ากันว่าทุกวันนี้มีแอพฯ ในลักษณะดังกล่าวที่แฝงเรื่องลักษณะนี้เอาไว้สูงถึง 4.9 ล้านแอพฯ พร้อมกันนี้ยังมีมโฆษณาที่ถูกมัลแวร์ดังกล่าวเอาเงินไปแล้วกว่า 100 ล้านชิ้น แม้ว่ามัลแวร์นี้จะมุ่งเน้นไปที่ผู้ให้บริการโฆษณาเป็นหลักการตรวจสอบล่าสุดชี้ชัดว่ามัลแวร์ CopyCat มีการเจาะข้อมูลด้านความปลอดภัยในเครื่อง นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบนเครื่องเอาไปโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้เรื่องอีกด้วย

Google ได้บอกถึงวิธีการป้องกันมัลแวร์ได้ดีที่สุดคือต้องอัพเดทแอพฯ ทุกตัวที่มีการติดตั้งผ่าน Google Play เพราะแอพฯ ที่ว่านี้จะผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจาก Google ควรมีการอัพเดทแอพฯ เหล่านี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับฟีเจอร์ใหม่และปลอดภัยแน่นอน

[Windows Tips] เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ Baidu PC Faster

หลายคนน่าจะรู้จักโปรแกรมที่ชื่อว่า Baidu PC Faster เป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมจากหลายๆ คนอย่างมาก แม้ว่าจะมีคนออกมาบ่นเรื่องของข้อเสียแต่หลายคนก็ชื่นชมว่านี่เป็นโปรแกรมที่ดีโปรแกรมหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วทุกๆ โปรแกรมก็ล้วนแล้วแต่มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการเอาไปใช้งานของแต่ละคนว่าจะเลือกเอาไปใช้งานลักษณะไหนมากกว่า

รู้จักกับ Baidu PC Faster

Baidu PC Faster จัดเป็นโปรแกรมที่อาจเรียกได้ว่า สารพัดประโยชน์ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการปรับแต่งคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Baidu PC Faster เป็นตัวช่วยให้หน่วยประมวลผลสามารถทำงานได้แบบไหลลื่นตลอดเวลาที่ใช้งานต่อให้ระยะเวลาผ่านไปนานขนาดไหนคอมพิวเตอร์ก็จะยังคงถูกปกป้องรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี ด้วยการคลิกแค่ครั้งเดียวก็สามารถดูแลคอมพิวเตอร์ได้แล้ว คุณสมบัติเด่นๆ ที่ทำให้ Baidu PC Faster เป็นโปรแกรมยอดนิยมก็เช่น ฟีเจอร์ที่ช่วยทำให้บูตเครื่องได้เร็วมากยิ่งขึ้น, สามารถกำจัดไฟล์ขยะออกไปได้, ลบมัลแวร์ที่ขจัดออกได้ยากและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกคนสามารถลองหาโปรแกรม Baidu PC Faster มาทดลองใช้กันได้ว่ามันดีจริงหรือไม่ประการใด เมื่อว่ากันถึง Baidu PC Faster แล้วก็ลองมาดูข้อดีข้อเสียจากการรวบความสิ่งที่หลายคนเคยได้สัมผัสมาแล้วก็กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถระบุเพื่อชั่งใจเอาไว้มีความต้องการจะใช้งานโปรแกรมอย่าง Baidu PC Faster หรือไม่ ซึ่งข้อดีข้อเสียต่างๆ ของการใช้งาน Baidu PC Faster มีดังนี้

ข้อดีของการใช้งาน Baidu PC Faster

  1. ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถบูทเข้าวินโดว์ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมพร้อมทั้งยังสามารถช่วยสแกนหาต้นตอของปัญหาว่าทำไมการบูตเข้าวินโดว์จึงช้ามากกว่าปกติ
  2. ช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์เร็วขึ้นเพราะว่ามีตัวช่วยในการค้นหาไฟล์ขยะต่างๆ ที่ส่งผลให้การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้าลง
  3. ช่วยลบมัลแวร์ที่สร้างปัญหาให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ออกไปได้
  4. ไม่ค่อยกินทรัพยากรต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็น RAM, CPU ส่งผลให้สามารถทำงานไปพร้อมๆ กับการทำอย่างอื่นได้ในเวลาเดียวกัน
  5. ใช้งานง่าย มีคำที่ตรงตัวไม่วุ่นวายหรือซับซ้อนมากจนเกินไป

ข้อเสียของการใช้งาน Baidu PC Faster

  1. บางครั้งการปรับจูน Startup, Register ต้องคอยระวังเพราะเคยเจอตอนที่ Baidu PC Faster ไม่ปิดหรือมีการเปลี่ยนแปลง Register บางส่วน ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ต้องกลับไปแก้ไขในส่วนนั้นหรืออาจทำให้ต้องลงวินโดว์ใหม่ก็มี
  2. สแกนไวรัสช้ามากๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาในการจะใช้งานคอมพิวเตอร์ในทันที

[Windows Tips] Windows 10 กับการตั้งค่าหน้าจอแบบมัลติมอนิเตอร์

สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นในการเลือกใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มากกว่า 1 จอ เพื่อให้ได้ถึงผลลัพธ์ที่แตกต่าง การทำงานในหลายหน้าจอนั้นมีการตั้งค่าในการทำงาน ทำให้การทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นง่ายดายมากยิ่งขึ้น Windows 10 มีการพัฒนาการต่างๆและการตั้งค่านั้นก็ง่ายกว่า Windows เวอร์ชั่นก่อนหน้าเพื่อลดขั้นตอนความซับซ้อนลงไป

ในส่วนของการตั้งค่าการใช้งานมอนิเตอร์หลายตัว จำเป็นต้องเตรียมการในขั้นต้น เพื่อการให้หน้าจอแสดงผลตามที่ต้องการด้วยการเช็คสภาพพอร์ตของสายสัญญาณให้เรียบร้อย สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะมีสายสำหรับการเสียบพอร์ตเป็น VGA , DVI , HDMI หรือ Display Port ที่เป็นส่วนของการต่อสายแสดงผลของหน้าจอแต่ละตัว ในการตั้งค่าเพื่อการใช้งานบนหน้าจอ โดยในส่วนนี้จะมีส่วนสำคัญอยู่ที่ การใช้้สวิทซ์หน้าจอในแต่ละโหมดของการทำงานเพื่อกำนดค่าความละเอียดของหน้าจอ

การสวิทซ์หน้าจอ หรือ Display Mode

ในส่วนของการตั้งค่าสวิทซ์หน้าจอ หรือ การปรับเปลี่ยนหน้าจอสามารถเลือกใช้งานได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ

  1. แสดงผลหน้าจอเดียว
  2. มีหลายหน้าจอแต่แสดงผลแบบเดียวกันหมดทุกหน้าจอ
  3. มีหลายหน้าจอแต่แสดงผลแบบต่อเนื่องในแต่ละจอ
  4. แสดงผลหน้าจอที่ 2 และ ปิดหน้าจอแรก

สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่เลือกใช้งานมากกว่า 1 หน้าจอ โดยส่วนมากจะเลือกใช้ใน Mode Extend หรือ แบบที่ 3 เพราะเป็นการขยายต่อในส่วนงานด้านเอกสาร การดูหุ้น (สามารถเลือกดูกราฟของหุ้นในแต่ละตัวไว้เปรียบเทียบ) การดูหนังและทำงาน (โดยที่หน้าจอหนึ่งทำงานและอีกหน้าจอเปิดหนังไปด้วยพร้อมกัน) สำหรับเกมเมอร์ จะเปิดขอบเขตของการปรับพื้นที่ในมุมมองของเกมได้กว้างมากยิ่งขึ้น และ แสดงผลปกติบนหน้าจอหลักด้วยความละเอียดพื้นฐานของตัวระบบ ซึ่งค่าความละเอียดต่างๆเหล่านี้สามารถเลือกปรับได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ถ้าหากต้องการที่จะปรับความละเอียดบนหน้าจอตัวอื่นๆ สามารถนำเมาส์ไปที่หน้าจอที่ต้องการจะปรับความละเอียดของหน้าจอแล้วเลือกตั้งค่าความละเอียด จากภาพจะเห็นได้ว่าหน้าจอหลักนั้นมีค่าความละเอียดอยู่ที่ 2,560 x 1,440 และหน้าจอส่วนขยายมีค่าความละเอียดอยู่ที่ 1920 x 1080 เมื่อนำทำ 2 หน้าจอรวมเข้าไว้ใน Mode Extend จะได้หน้าจอที่มีความละเอียดอยู่ที่ 4,480 x 1,440 แต่การแสดงผลของภาพสูงสุดจะอยู่ที่ 1,080 แทนบนความละเอียดต่ำสุดของหน้าจอ

การตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอ

วิธีการปรับการตั้งค่าการแสดงผลจัดการบน Windows เพื่อให้แสดงผลได้ดียิ่งขึ้นและง่ายมากขึ้น ด้วยการเข้าไปแก้ไขในส่วนของ Control Panal

1.คลิกขวาบนหน้า Destop ที่ส่วนใดก็ได้

2.เลือกหัวข้อ Display Setting

3.เลือกที่หัวข้อ Identify สังเกตได้ว่าจะพบตัวเลขของหน้าจอให้การเชื่อมต่อที่ปรากฎขึ้น

4.ทำการจัดเรียงหน้าจอการแสดงผลให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ โดยทำการคลิกลากกล่องตัวเลข

5.ทำการใช้ Scaling slider เพื่อปรับขนาดต่างๆของการขยายกรอบคอนเทนต์เพื่อให้มีลักษณะที่ใหญ่และชัดเจนขึ้น

6.เลือกระหว่าง landscape หรือ portrait ในการกำหนดรูปแบบหน้าจอ

7.ในส่วนของ Multiple Display จะเปิดให้คุณสลับโหมดได้ตามต้องการ