[Computer Tips] มัลแวร์ CopyCat คืออะไร

บ่อยครั้งที่เรื่องของเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมาได้เหมือนกันหากว่าคนที่คิดทำอยู่นั้นต้องการสร้างรายได้แบบผิดด้วยการเอาเงินจากคนอื่นแบบไม่ถูกต้องตามสิ่งที่ควรจะเป็นการสร้างมัลแวร์อย่าง CopyCat เป็นอีกสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด CopyCat มัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่ตอนนี้ได้แพร่กระจายไปยังผู้ที่ใช้งานในระบบแอนดรอยด์ทั่วโลกแล้วถึง 14 ล้านเครื่อง นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าน่าจะได้เงินจากการโจรกรรมข้อมูลของผู้ที่ใช้งานไปกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์

รู้จักกับมัลแวร์ CopyCat

มัลแวร์ CopyCat เป็นมัลแวร์ตัวล่าสุดที่ตอนนี้กำลังแพร่กระจายไปยังผู้ที่ใช้งานในระบบแอนดรอยด์ทั่วโลก โดยคาดว่าเวลาน่าจะมีผู้ที่โดนมัลแวร์ตัวนี้เล่นงานไปแล้วกว่า 14 ล้านเครื่อง เป็นมัลแวร์ที่แพร่กระจายออกไปได้อย่างรวดเร็ว เครื่องแอนดรอยด์ที่โดนทั้งหมดเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่น 5.0 หรืเก่าไปกว่านั้น ซึ่งผู้ที่โดนมัลแวร์ตัวนี้เล่นส่วนมากเป็นคนในแถบเอเชียกับสหรัฐฯ ที่มีการดาวน์โหลดแอพฯ มาจากร้านที่ขายแอพฯ ที่สาม เป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาจาก Google ตัวมัลแวร์ CopyCat จะทำการแฝงมากับแอพฯ ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบเหล่านี้ เมื่อเข้ามายังเครื่องได้ก็จะไปทำการปิดระบบความปลอดภัยบนเว็บเบราเซอร์และตัวแอพฯ เวอร์ชั่นเก่าๆ ที่ไม่ได้มีการอัพเดท ก่อนจะอาศัยช่องทางดังกล่าวเพื่อทำการเงินโดยการแฮกระบบการโอนเงินของเจ้าของแบนเนอร์โฆษณาที่อยู่ในแอพฯ หรือตัวเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อให้เข้ามาที่บัญชีส่วนตัวของแฮกเกอร์นั่นส่งผลให้ผู้พัฒนาแอพฯ หรือเอเจนซี่โฆษณาไม่ได้รับค่าตอบแทนครบถ้วนตามที่ตกลงกันเอาไว้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Checkpoint ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ก็ได้มีการระบุว่า CopyCat จะชอบแฝงตัวมากับแอพฯ ที่คนใช้งานส่วนมากมองว่าแอพฯ เหล่านี้คือแอพฯ ยอดนิดยม แต่ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดผ่าน Google Play เหมือนแอพฯ อื่นๆ ว่ากันว่าทุกวันนี้มีแอพฯ ในลักษณะดังกล่าวที่แฝงเรื่องลักษณะนี้เอาไว้สูงถึง 4.9 ล้านแอพฯ พร้อมกันนี้ยังมีมโฆษณาที่ถูกมัลแวร์ดังกล่าวเอาเงินไปแล้วกว่า 100 ล้านชิ้น แม้ว่ามัลแวร์นี้จะมุ่งเน้นไปที่ผู้ให้บริการโฆษณาเป็นหลักการตรวจสอบล่าสุดชี้ชัดว่ามัลแวร์ CopyCat มีการเจาะข้อมูลด้านความปลอดภัยในเครื่อง นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบนเครื่องเอาไปโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้เรื่องอีกด้วย

Google ได้บอกถึงวิธีการป้องกันมัลแวร์ได้ดีที่สุดคือต้องอัพเดทแอพฯ ทุกตัวที่มีการติดตั้งผ่าน Google Play เพราะแอพฯ ที่ว่านี้จะผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจาก Google ควรมีการอัพเดทแอพฯ เหล่านี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับฟีเจอร์ใหม่และปลอดภัยแน่นอน

[Windows Tips] เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ Baidu PC Faster

หลายคนน่าจะรู้จักโปรแกรมที่ชื่อว่า Baidu PC Faster เป็นอย่างดี เพราะถือว่าเป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมจากหลายๆ คนอย่างมาก แม้ว่าจะมีคนออกมาบ่นเรื่องของข้อเสียแต่หลายคนก็ชื่นชมว่านี่เป็นโปรแกรมที่ดีโปรแกรมหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วทุกๆ โปรแกรมก็ล้วนแล้วแต่มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการเอาไปใช้งานของแต่ละคนว่าจะเลือกเอาไปใช้งานลักษณะไหนมากกว่า

รู้จักกับ Baidu PC Faster

Baidu PC Faster จัดเป็นโปรแกรมที่อาจเรียกได้ว่า สารพัดประโยชน์ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการปรับแต่งคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ Baidu PC Faster เป็นตัวช่วยให้หน่วยประมวลผลสามารถทำงานได้แบบไหลลื่นตลอดเวลาที่ใช้งานต่อให้ระยะเวลาผ่านไปนานขนาดไหนคอมพิวเตอร์ก็จะยังคงถูกปกป้องรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี ด้วยการคลิกแค่ครั้งเดียวก็สามารถดูแลคอมพิวเตอร์ได้แล้ว คุณสมบัติเด่นๆ ที่ทำให้ Baidu PC Faster เป็นโปรแกรมยอดนิยมก็เช่น ฟีเจอร์ที่ช่วยทำให้บูตเครื่องได้เร็วมากยิ่งขึ้น, สามารถกำจัดไฟล์ขยะออกไปได้, ลบมัลแวร์ที่ขจัดออกได้ยากและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกคนสามารถลองหาโปรแกรม Baidu PC Faster มาทดลองใช้กันได้ว่ามันดีจริงหรือไม่ประการใด เมื่อว่ากันถึง Baidu PC Faster แล้วก็ลองมาดูข้อดีข้อเสียจากการรวบความสิ่งที่หลายคนเคยได้สัมผัสมาแล้วก็กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถระบุเพื่อชั่งใจเอาไว้มีความต้องการจะใช้งานโปรแกรมอย่าง Baidu PC Faster หรือไม่ ซึ่งข้อดีข้อเสียต่างๆ ของการใช้งาน Baidu PC Faster มีดังนี้

ข้อดีของการใช้งาน Baidu PC Faster

  1. ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถบูทเข้าวินโดว์ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมพร้อมทั้งยังสามารถช่วยสแกนหาต้นตอของปัญหาว่าทำไมการบูตเข้าวินโดว์จึงช้ามากกว่าปกติ
  2. ช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์เร็วขึ้นเพราะว่ามีตัวช่วยในการค้นหาไฟล์ขยะต่างๆ ที่ส่งผลให้การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้าลง
  3. ช่วยลบมัลแวร์ที่สร้างปัญหาให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ออกไปได้
  4. ไม่ค่อยกินทรัพยากรต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็น RAM, CPU ส่งผลให้สามารถทำงานไปพร้อมๆ กับการทำอย่างอื่นได้ในเวลาเดียวกัน
  5. ใช้งานง่าย มีคำที่ตรงตัวไม่วุ่นวายหรือซับซ้อนมากจนเกินไป

ข้อเสียของการใช้งาน Baidu PC Faster

  1. บางครั้งการปรับจูน Startup, Register ต้องคอยระวังเพราะเคยเจอตอนที่ Baidu PC Faster ไม่ปิดหรือมีการเปลี่ยนแปลง Register บางส่วน ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ต้องกลับไปแก้ไขในส่วนนั้นหรืออาจทำให้ต้องลงวินโดว์ใหม่ก็มี
  2. สแกนไวรัสช้ามากๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาในการจะใช้งานคอมพิวเตอร์ในทันที

[Windows Tips] Windows 10 กับการตั้งค่าหน้าจอแบบมัลติมอนิเตอร์

สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นในการเลือกใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มากกว่า 1 จอ เพื่อให้ได้ถึงผลลัพธ์ที่แตกต่าง การทำงานในหลายหน้าจอนั้นมีการตั้งค่าในการทำงาน ทำให้การทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นง่ายดายมากยิ่งขึ้น Windows 10 มีการพัฒนาการต่างๆและการตั้งค่านั้นก็ง่ายกว่า Windows เวอร์ชั่นก่อนหน้าเพื่อลดขั้นตอนความซับซ้อนลงไป

ในส่วนของการตั้งค่าการใช้งานมอนิเตอร์หลายตัว จำเป็นต้องเตรียมการในขั้นต้น เพื่อการให้หน้าจอแสดงผลตามที่ต้องการด้วยการเช็คสภาพพอร์ตของสายสัญญาณให้เรียบร้อย สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะมีสายสำหรับการเสียบพอร์ตเป็น VGA , DVI , HDMI หรือ Display Port ที่เป็นส่วนของการต่อสายแสดงผลของหน้าจอแต่ละตัว ในการตั้งค่าเพื่อการใช้งานบนหน้าจอ โดยในส่วนนี้จะมีส่วนสำคัญอยู่ที่ การใช้้สวิทซ์หน้าจอในแต่ละโหมดของการทำงานเพื่อกำนดค่าความละเอียดของหน้าจอ

การสวิทซ์หน้าจอ หรือ Display Mode

ในส่วนของการตั้งค่าสวิทซ์หน้าจอ หรือ การปรับเปลี่ยนหน้าจอสามารถเลือกใช้งานได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ

  1. แสดงผลหน้าจอเดียว
  2. มีหลายหน้าจอแต่แสดงผลแบบเดียวกันหมดทุกหน้าจอ
  3. มีหลายหน้าจอแต่แสดงผลแบบต่อเนื่องในแต่ละจอ
  4. แสดงผลหน้าจอที่ 2 และ ปิดหน้าจอแรก

สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่เลือกใช้งานมากกว่า 1 หน้าจอ โดยส่วนมากจะเลือกใช้ใน Mode Extend หรือ แบบที่ 3 เพราะเป็นการขยายต่อในส่วนงานด้านเอกสาร การดูหุ้น (สามารถเลือกดูกราฟของหุ้นในแต่ละตัวไว้เปรียบเทียบ) การดูหนังและทำงาน (โดยที่หน้าจอหนึ่งทำงานและอีกหน้าจอเปิดหนังไปด้วยพร้อมกัน) สำหรับเกมเมอร์ จะเปิดขอบเขตของการปรับพื้นที่ในมุมมองของเกมได้กว้างมากยิ่งขึ้น และ แสดงผลปกติบนหน้าจอหลักด้วยความละเอียดพื้นฐานของตัวระบบ ซึ่งค่าความละเอียดต่างๆเหล่านี้สามารถเลือกปรับได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ถ้าหากต้องการที่จะปรับความละเอียดบนหน้าจอตัวอื่นๆ สามารถนำเมาส์ไปที่หน้าจอที่ต้องการจะปรับความละเอียดของหน้าจอแล้วเลือกตั้งค่าความละเอียด จากภาพจะเห็นได้ว่าหน้าจอหลักนั้นมีค่าความละเอียดอยู่ที่ 2,560 x 1,440 และหน้าจอส่วนขยายมีค่าความละเอียดอยู่ที่ 1920 x 1080 เมื่อนำทำ 2 หน้าจอรวมเข้าไว้ใน Mode Extend จะได้หน้าจอที่มีความละเอียดอยู่ที่ 4,480 x 1,440 แต่การแสดงผลของภาพสูงสุดจะอยู่ที่ 1,080 แทนบนความละเอียดต่ำสุดของหน้าจอ

การตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอ

วิธีการปรับการตั้งค่าการแสดงผลจัดการบน Windows เพื่อให้แสดงผลได้ดียิ่งขึ้นและง่ายมากขึ้น ด้วยการเข้าไปแก้ไขในส่วนของ Control Panal

1.คลิกขวาบนหน้า Destop ที่ส่วนใดก็ได้

2.เลือกหัวข้อ Display Setting

3.เลือกที่หัวข้อ Identify สังเกตได้ว่าจะพบตัวเลขของหน้าจอให้การเชื่อมต่อที่ปรากฎขึ้น

4.ทำการจัดเรียงหน้าจอการแสดงผลให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ โดยทำการคลิกลากกล่องตัวเลข

5.ทำการใช้ Scaling slider เพื่อปรับขนาดต่างๆของการขยายกรอบคอนเทนต์เพื่อให้มีลักษณะที่ใหญ่และชัดเจนขึ้น

6.เลือกระหว่าง landscape หรือ portrait ในการกำหนดรูปแบบหน้าจอ

7.ในส่วนของ Multiple Display จะเปิดให้คุณสลับโหมดได้ตามต้องการ